1.6.6

ข่าวน่าสนใจ

Page 1 of 113  > >>

Sep 19, 2017
Category: General
Posted by: tammasan
CMS - 1.6.6 - Bonde
 

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หมายถึง พื้นที่ที่กำหนดขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัย เพื่อว่าสัตว์ป่าในพื้นที่ดังกล่าวจะได้มีโอกาสสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้มากขึ้น ทำให้สัตว์ป่าบางส่วนได้มีโอกาสกระจายจำนวนออกไปในพื้นที่แหล่งอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

การเลือกพื้นที่ป่าที่จะกำหนดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ยึดถือหลักในการเลือกพื้นที่ดังนี้

  1. เป็นป่าที่มีสัตว์ป่าชนิดหายาก หรือกำลังจะสูญพันธุ์อาศัยอยู่
  2. มีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่หลบภัยสำหรับสัตว์ป่าอย่างเพียงพอ
  3. อยู่ห่างจากชุมชนพอสมควร
  4. เป็นป่าผสมกันหลายชนิดอยู่ในผืนเดียวกัน เป็นต้นว่า มีทั้งป่าดงดิบ ป่าโปร่ง ป่าไผ่ ป่าพรุ ทุ่งหญ้า ฯลฯ เพราะพื้นที่ที่มีลักษณะดังกล่าวย่อมมีประโยชน์ต่อสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด
  5. จะต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด ซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง
ข้อมูลทั่วไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีถูกประกาศตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยลงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 95 ตอนที่ 76 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2521 มีพื้นที่ประมาณ 489.31 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 305,820 ไร่ ตั้งอยู่ในอำเภอสวนผึ้ง และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี
ประเทศสมาชิกอาเซียนได้กำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่จะประกาศให้เป็นมรดกทางการท่องเที่ยวของอาเซียน แหล่งท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกอาเซียนตาม ASEAN Declaration on Heritage Park แล้ว เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2546 ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ กลุ่มป่าแก่งกระจาน (อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี) อุทยานแห่งชาติตะรุเตา กลุ่มอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ และอ่าวพังงา

สถานที่ตั้ง
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) มีพื้นที่ประมาณ 489.31 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 305,820 ไร่ ตั้งอยู่ในอำเภอสวนผึ้ง และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่ในแนวเส้นรุ้งประมาณ 13 องศา 8 ลิปดาเหนือ ถึง 13 องศา 27 ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 99 องศา 10 ลิปดาตะวันออก ถึง 99 องศา 25 ลิปดาตะวันออก สำนักงานตั้งอยู่ในท้องที่หมู่ 4 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี



อาณาเขตติดต่อทิศเหนือ ติดต่อ ป่าสงวนแห่งชาติฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ท้องที่ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
ทิศใต้ ติดต่อ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ท้องที่ตำบลยางน้ำกลัดใต้ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อ ชายแดนสหภาพพม่า ท้องที่ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา และตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อ ป่าสงวนแห่งชาติฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ท้องที่ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคาจังหวัดราชบุรี

อัตรากำลังเจ้าหน้าที่
ข้าราชการ 3 คน, ลูกจ้างประจำ 25 คน, พนักงานราชการ 29 คน,พนักงานจ้างเหมา 50 คน
หน้าที่
ฝ่ายบริหารงานทั่วไป
  • งานสารบรรณ
  • งานรับ - จ่าย พัสดุและครุภัณฑ์
  • งานรับ - ส่ง โต้ตอบหนังสือราชการ
  • งานเบิกจ่าย หมวดค่าใช้สอยและค่าจ้าง
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ฝ่ายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
  • งานเฝ้าระวัง
  • งานตรวจปราบปรามและจับกุมการกระทำผิด
    -การบุกรุกพื้นที่
    -การลักลอบล่าสัตว์ป่า
    -การลักลอบทำไม้
    -การลักลอบเก็บหาของป่า
ฝ่ายจัดการสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ
  • งานเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยด้านพืชและสัตว์
    1.การศึกษาพันธุ์พืชในป่าเขตร้อน
    2.การศึกษาชนิดและประชากรของสัตว์ป่า
    3.การสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำ แหล่งอาหารของสัตว์ป่า
  • ผลงานวิจัยที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้วคือ
    1.การศึกษาพันธุ์ไม้ในป่าดิบแล้ง
    2.การศึกษาพันธุ์ไม้ในป่าเต็งรัง
    3.การศึกษาดินโป่ง
    4.การศึกษาชนิดและประชากรของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่
  • บรรยายให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์แก่นักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่มาเข้าค่ายอนุรักษ์
  • ประชุมชี้แจง ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ ในการที่จะอยู่ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนที่อยู่รอบๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
  • จัดแสดงนิทรรศการป่าไม้
  • ผลิตและแจกเอกสารเผยแพร่
ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ
  • กิจกรรมการสร้างฝายชะลอน้ำ
  • กิจกรรมการสร้างแหล่งน้ำและแหล่งอาหารสัตว์
  • กิจกรรมการฟื้นฟูสภาพป่า
 
 
 
 
 
 
 
หน่วยพิทักษ์ป่า
ภารกิจและหน้าที่ในการตรวจลาดตระเวนป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ในพื้นที่รับผิดชอบ ดูแลเก็บรักษาของกลางและอุปกรณ์ การกระทำผิดในคดีต่าง ๆ ดูแลรักษาพัสดุครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้างที่ใช้ประจำหน่วยพิทักษ์ป่า จัดตั้งเวรยามดูแลรักษาความเรียบร้อย และความปลอดภัยของหน่วยงาน ซึ่งมีหน่วยพิทักษ์ป่า 6 หน่วย คือ
  1. หน่วยพิทักษ์ป่าพุน้ำร้อน ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี
  2. หน่วยพิทักษ์ป่าลำบัวทอง ต.บ้านคา อ.บ้านคา จ.ราชบุรี
  3. หน่วยพิทักษ์ป่าสวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
  4. หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
  5. หน่วยพิทักษ์ป่าหนองยาว ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
  6. หน่วยพิทักษ์ป่าหนองตาดั้ง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

หน้าที่สำคัญของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี
  • ออกตรวจปราบปรามในบริเวณพื้นที่ที่รับผิดชอบโดยรอบ
  • มีการนำระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้
  • มีการประชาสัมพันธ์ ประชุม ชี้แจงเกี่ยวกับข่าวสาร การอนุรักษ์ให้กับชาวบ้านที่อยู่รอบๆ เขตฯ แม่น้ำภาชี ได้รับทราบทุกเดือน
  • อำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เข้าเยี่ยมหรือขอใช้สถานที่ ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่เขตฯ แม่น้ำภาชี
ลักษณะทางชีวภาพ
ชนิดป่า ป่าดิบชื้น, ป่าดิบแล้ง, ป่าเบญจพรรณ, ป่าเต็งรัง
สัตว์ป่า พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มี 21 วงศ์ 43 ชนิด
  • สัตว์จำพวกนก มี 55 วงศ์ 212 ชนิด
  • สัตว์เลื้อยคลาน มี 9 วงศ์ 16 ชนิด
  • สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี 4 วงศ์ 14 ชนิด
สัตว์ป่าชนิดเด่น เลียงผา, เก้งหม้อ, นกเงือก
สัตว์ป่าที่มีมาก เก้ง, ค่างเทา, ลิงเสน, นกขุนทอง, หมีคน, สมเสร็จ, กระทิง , วัวแดง, นกหัวขวาน

สภาพทั่วไป
สภาพทั่วไปของพื้นที่ประกอบด้วย ภูเขาสูงสลับซับซ้อน มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ เขาพุน้ำร้อน มีระดับความสูงประมาณ 1,062 เมตรจากระดับน้ำทะเล รองลงมาคือยอดเขาใหญ่ มีระดับความสูงประมาณ 1,055 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และเขาจมูกสูงประมาณ 955 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ภูเขาต่างๆ
บริเวณนี้เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำภาชี ซึ่งประกอบด้วย ห้วยต้องกินเจ้า และห้วยพุระกำ นอกจากนี้แม่น้ำภาชีทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่ยังเป็นแหล่งกำเนิด ห้วยน้ำพุร้อน ห้วยสวนพลู ห้วยจารุณีย์ ห้วยลำบัวทอง ห้วยน้ำใส ไหลลงห้วยท่าเคย ในท้องที่ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา ตำบลท่าเคย ซึ่งต่างก็ไหลลงรวมกับแม่น้ำภาชีที่ตำบลสวนผึ้ง และไหลออกสู่แม่น้ำแควน้อยที่จังหวัดกาญจนบุรี มีความยาวเฉพาะในเขตจังหวัดราชบุรี 80 กิโลเมตร เพื่อออกสู่แม่น้ำแม่กลองในเขตจังหวัดราชบุรี
สภาพภูมิอากาศ
เป็นบริเวณที่มีปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์ตำ เพราะอยู่ในเขตเงาฝน มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,548 มิลลิเมตร บางปีมีปริมาณน้ำฝนรวมทั้งปี 246.3 มิลลิเมตร สำหรับการกระจายของปริมาณน้ำฝนเป็นรายเดือน มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด เดือน ตุลาคม รองลงมาคือ เดือนกันยายนและเดือนพฤศจิกายน


ทรัพยากรป่าไม้ลักษณะภูมิประเทศของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ช่วงชั้นความสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 200 – 1,062 เมตร ทำให้เกิดชนิดป่าหลายชนิดกระจายอยู่บนพื้นที่ที่มีความสูงต่าง ๆ กัน ประกอบด้วยป่า 4 ประเภท คือ
  1. ป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest) ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 27,523.8 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9 ของพื้นที่ โดยมีการกระจายอยู่ทางตอนใต้และตะวันตกของพื้นที่และบริเวณลำห้วยสายใหญ่ ๆ กระจายอยู่ในหลายระดับความสูง เช่น บริเวณ ลำห้วยพุน้ำร้อน ห้วยต้องกินเจ้า ห้วยพุระกำ และหุบเขาจมูก เป็นต้น สภาพโดยทั่วไปของพื้นที่จะรกทึบ ประกอบไปด้วยไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม หวายและเถาวัลย์ชนิดต่าง ๆ เป็นไม้ที่เป็นดัชนีสำคัญ ได้แก่ ตะเตียนทอง กระบาก หว้า กระทุ่มน้ำ นอกจากนี้ยังพบกล้วยไม้และเฟิร์นอีกหลายชนิด เช่น ชายผ้าสีดา เป็นต้น
  2. ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) สำหรับป่าดิบแล้ง กระจายตัวอยู่ในทั่วพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ซึ่งเป็นพืชสังคมที่พบมากที่สุดและมีการกระจายตัวมากในตอนบนของแนวขอบพื้นที่ และมีพืชรุ่นสองที่มีการฟื้นตัวกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ชนิดพันธุ์ที่พบมาก เช่น กระเบาค่าง กระเบากลัก หว้า เป็นต้น
  3. ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) ครอบคลุมพื้นที่ 55,047.6 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 18 ของพื้นที่ พบตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่ ลักษณะเด่นที่ปรากฏในป่าชนิดนี้ คือ ป่าโปร่งประกอบด้วยไม้ขนาดกลางจำนวนมาก การผลัดใบของพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าชนิดนี้ เพื่อลดอัตราการคายน้ำในช่วงปริมาณความชุ่มชื้นในดินมีน้อย พันธุ์ไม้จะเริ่มทิ้งใบในช่วงปลายเดือนธันวาคม และจะค่อย ๆ ผลิใบใหม่ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ป่าชนิดนี้มักจะมีไฟป่าเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งเพราะมีไผ่อยู่มาก พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ตะแบก เสลา ประดู่ มะค่าโมง ขี้อ้าย แดง เก็ดดำ เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างประกอบด้วย สาบเสือ หญ้า เถาวัลย์ต่าง ๆ และไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ เช่น ไผ่รวก ไผ่ป่า ไผ่บง
  4. ป่าเต็งรัง (Dry Dipterocarp Forest) ครอบคลุมพื้นที่ 18,349.2 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 6 ของพื้นที่ ป่าชนิดนี้จะพบทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอยู่ถัดจากป่าเบญจพรรณออกมา ดินจะมีลักษณะเป็นทรายและลูกรัง ลักษณะโครงสร้างของป่าชนิดนี้จะเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลางกระจายอยู่ทั่วไป และมีหญ้าชนิดต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วไปเช่นกัน ไม้เด่นขององค์ประกอบโครงสร้างของป่าชนิดนี้ได้แก่ ไม้เต็ง รัง เหียง พลวง กว้าว พะยอม ส่วนไม้วงศ์อื่น ๆ ที่พบ เช่น มะขามป้อม รักเขา ไข่เต่า ตะแบกแดง เป็นต้น
ทรัพยากรสัตว์ป่า
สัตว์ป่าสงวนที่หายาก เช่น สมเสร็จ เก้งหม้อ ส่วนใหญ่พบบริเวณตอนล่างพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี เลียงผา พบในบริเวณภูเขาสูงชันทั่วไปของพื้นที่เขตฯ เช่น เขาพุน้ำร้อน เขาจารุณีย์ เขาลำบัวทอง สัตว์อื่น ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ กระทิง หมี วัวแดง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณป่าดิบแล้งตอนล่างของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี เสือ เก้ง กวาง และสัตว์เล็ก ๆ พบกระจายทั่วไปของพื้นที่
สำหรับ นก ที่สำคัญอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี บริเวณตอนกลางและตอนล่าง ที่มีพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ สามารถพบเห็นนกได้หลายชนิด เช่น นกแก้ว นกแกง นกกาฮัง นกเงือกกรามช้าง นกเงือกกรามช้างปากเรียบ นกเงือกสีน้ำตาล นกแซงแซวสวรรค์ นกแก๊ก พบในบริเวณลำห้วยสวนพลู ลำห้วย พุน้ำร้อน นกจาบคาเคราแดง พบในบริเวณเขตฯ แม่น้ำภาชีและหลังสำนักงานเขตฯ แม่น้ำภาชี และนกชนิดอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น จำนวน 186 ชนิด
แหล่งท่องเทียวที่น่าสนใจ
  • พุน้ำร้อน อยู่ในพื้นที่ อำเภอบ้านคา
  • น้ำตกห้วยสวนพลู อยู่ในพื้นที่ อำเภอบ้านคา
  • น้ำตกจารุณีย์ อยู่ในพื้นที่ อำเภอบ้านคา
  • น้ำตกซับเตย อยู่ในพื้นที่ อำเภอบ้านคา
  • น้ำตกพุระกำ อยู่ในพื้นที่ อำเภอสวนผึ้ง
  • แก่งส้มแมว อยู่ในพื้นที่ อำเภอสวนผึ้ง
เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
  1. เส้นทางห้วยสวนพลู ระยะทาง 5 กิโลเมตร
  2. เส้นทางห้วยพุน้ำร้อน ระยะทาง 4 กิโลเมตร
  3. เส้นทางสมุนไพรไทย ระยะทาง 2.7 กิโลเมตร
  4. เส้นทางผาผึ้ง ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร
  5. เส้นทางน้ำตกซับเตย ระยะทาง 5.4 กิโลเมตร
โครงการต่างๆ ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี
  1. โครงการค่ายอนุรักษ์รักป่าภาชี
  2. โครงการฝึกอบรมการสร้างฝายต้นน้ำลำธาร
  3. โครงการฝึกอบรมพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และพัฒนาวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า



ดูเพิ่มเติม
เส้นทางศึกษาธรรมชาติใหม่ ห้วยพุน้ำร้อน
ความหลากหลายทางชีวภาพ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี
คณะสื่อมวลชนในจังหวัด เที่ยวชมบรรยากาศในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี

ที่มา :
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี. (2553). สไลด์ประกอบการบรรยาย เมื่อ 4 มิ.ย.2553.
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เขียนโดย สุดารา สุจฉายา และสาธิมา พุ่มศิริ

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในราชบุรีช่วงต้นรัตนโกสินทร์ แม้จะมีการขนย้ายขายออกไปนอกท้องถิ่นและบุกเบิกพื้นที่เกษตรให้กว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็ยังนับได้ว่าอยู่ในขอบเขตจำกัด จนกระทั่งเมือระบบเศรษฐกิจไทยผูกติดกับเศรษฐกิจโลก มุ่งผลิตเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาด ทรัพยากรจึงเริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสนองต่อปรัชญาการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นนำทรัพยากรออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ของราชบุรี จึงถูกกอบโกยและทำลายอย่างรวดเร็วนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

"ผมมาตอน 2498 จอมบึงตอนนั้นเป็นป่าจริงๆ ถนนสายราชบุรี-จอมบึง ยังเป็นลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ หน้าฝนรถเข้าไม่ได้เลย..ลำบาก ถัดจากฝั่งถนนเข้าไปก็เป็นป่าหมด..สมบูรณ์มาก มีไม้ใหญ่ขึ้นสูงจนทึบบดบังแดด ตามห้วยมีไม้ยางขึ้น ส่วนบนเขาเป็นไม้รวกไม้ไผ่ขึ้นคลุม พื้นป่ามีเฟิน มีเห็ดมาก สินค้าที่ออกจากจอมบึงแต่ก่อนเป็นพวกหน่อไม้ เห็ดเผาะ เห็ดโคน ฯลฯ" อาจารย์สุรินทร์ เหลือละมัย อาจารย์ใหญ่โรงเรียนชุมชนจอมบึง อ.จอมบึง อายุ 60 ปี

"ตำบลสวนผึ้งเมื่อตอนผมเข้ามานั้น (2506) ป่ายังสมบูรณ์..เป็นป่าเบญจพรรณ ไม้เตี้ย ไม่สูงนัก พื้นราบเป็นไม้ไผ่ ไม้รวกมีมากทีเดียว อย่างแถบนี้ ไม้มะค่าโมงเป็นไม้ที่มีราคา นอกนั้นก็เป็นป่าไม้เต็ง ไม้แดง ไม้รัง..." สมนึก บุญมั่ง ผู้ใหญ่บ้านทุ่งเจดีย์ ตำบลสวนผึ้ง อายุ 55 ปี

นี่คือคำบอกเล่าถึงความสมบูรณ์ของป่าไม้ในราชบุรี เมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อน ซึ่งเขตพื้นที่ป่าของจังหวัดจะครอบคลุมอยู่แถบตะวันตก ตั้งแต่อำเภอจอมบึงเข้าไปในเขตอำเภอสวนผึ้งจรดชายแดนต่อกับพื้นที่ป่าของประเทศพม่า แล้วถัดลงมาทางตอนใต้กินพื้นที่เข้าไปในเขตอำเภอปากท่อจนเชื่อมต่อกับป่าในเขตจังหวัดเพชรบุรี

ทว่ามาวันนี้ พื้นที่ป่าสมบูรณ์ของราชบุรีเหลือเพียง 25.72 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่จังหวัดทั้งหมด (สถิติจากคู่มือการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ พ.ศ.2535-2539 โดยกรมป่าไม้) ทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้านต่างยืนยันว่า สาเหตุแห่งการสูญเสียพื้นที่ป่านั้นมาจากสาเหตุทำเหมืองแร่ ทำไร่ และตัดไม้ทำฝืน เผาถ่านเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผาและอุตสาหกรรมผลิตปูนขาวปูนแดง ซึ่งเป็นกิจการที่รุ่งเรืองมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ในเขตสวนผึ้ง แม้จะมีการให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่มานานแล้ว แต่กินพื้นที่ไม่กว้างขวางนัก เนื่องจากวิธีการขุดแร่ยังใช้แรงงานคน จนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ราคาแร่ดีบุกในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้น เพราะการผลิตอาวุธจำเป็นต้องใช้ดีบุกเป็นส่วนผสมสำคัญ ประกอบกับเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำเหมืองเริ่มพัฒนา มีการนำเครื่องจักรไอน้ำ เครื่องยนต์ดีเซล และเครื่องกลหนักมาใช้ในการทำเหมือง

เมื่อสงครามโลกยุติ การขอประทานบัตรทำเหมืองดีบุกในสวนผึ้งก็เพิ่มขึ้น พื้นที่การทำเหมืองขยายกว้างขวางออกไป มีการว่าจ้างคนงานทำเหมืองจำนวนมาก ว่ากันว่า ในเวลานั้นมีคนงานในพื้นที่จำนวนไม่ต่ำกว่า 500-600 คน บริษัททำเหมืองยังลงทุนสร้างทางตัดถนนเข้าสู่พื้นที่ป่าเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงขนเครื่องจักรกลเข้าไปในเหมืองและขนส่งแร่ออกนอกพื้นที่

นอกจากนี้คนในจังหวัดใกล้เคียงได้อพยพเข้ามาขออนุญาตเจ้าของเหมืองเข้าทำกินในเขตเหมืองต่างๆ ด้วย โดยเข้าไปหาแร่เอง และเมื่อร่อนได้ก็ขายให้กับเหมือง พื้นที่ทำเหมืองในเขตอำเภอสวนผึ้งจึงเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีสภาพเหมือนเมืองย่อมๆ มีไฟฟ้า ประปา วัด โรงเรียน สถานีอนามัย ร้านค้า ตลอดจนบ่อนและบาร์

ยุคนี้เป็นยุคเฟื่องฟู มีเงินสะพัดอย่างมาก อย่างไรก็ดีแม้การทำเหมืองจะไม่ได้มุ่งเข้าไปทำไม้ แต่ในการเปิดพื้นที่ทำเหมืองก็จำเป็นต้องตัดต้นไม้ออกเพื่อเบิกพื้นที่ แต่ละเหมืองใช้รถแทรกเตอร์ไถป่าทิ้งอย่างต่ำราว 200 กว่าไร่ แต่ไม่เกิน 300 ไร่ ไม้ที่ตัดโค่นราชการไม่อนุญาตให้นำออกจากพื้นที่ แต่สามารถนำไปใช้สร้างเรือนพักอาศัย โรงเก็บแร่ รางแร่ ฯลฯ ได้ จึงไม่น่าแปลกที่ป่าบริเวณสวนผึ้งที่เคยหนาแน่นจะกลายเป็นพื้นที่โล่งเวิ้งว้างในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากนี้ การตัดไม้ ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านตัดเพื่อใช้ในกิจการก่อสร้างบ้านเรือน เผาถ่าน ทำเกวียน ทำไม้หมอนรถไฟ ทำฟืนส่งให้รถไฟ และเตาเผาปูนขาวปูนแดง ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้น เมื่ออุตสาหกรรมการทำโอ่งเริ่มเจริญขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ป่าในเขตอำเภอจอมบึงอยู่ประชิดใกล้กับเมืองจึงถูกบุกรุกง่ายกว่าป่าในแหล่งอื่นๆ

ชาวบ้านเล่าว่า ในช่วงนั้นรถบรรทุกซุง วิ่งออกจากป่าแถวจอมบึงเป็นร้อยๆ เที่ยวทุกวัน เพราะการตัดไม้ทำได้ง่าย ด้วยมีเลื่อยยนต์เข้ามาแทนขวาน ขณะเดียวกันก็มีขบวนพรานทั้งจากในตัวเมืองและในเมืองกรุงใช้รถจี๊บตะลุยเข้าป่าล่าสัตว์บ่อยครั้ง

อาจารย์สุรินทร์ เหลือละมัย เล่าว่า บึงใหญ่ในเขตจอมบึงที่เคยมีฝูงนกเป็ดน้ำและนกใหญ่ๆ อย่างตะกรุม ตะกราม กระสา อาศัยอยู่ ถูกนักล่ายิงเล่นแล้วทิ้งซากไว้จำนวนไม่น้อย และในเวลานั้น ทั่วทั้งผืนป่ามีการตั้งเตาเผาถ่านกระจายอยู่เต็มไปหมด และส่วนใหญ่เตาเผาเหล่านี้ นายทุนเป็นผู้ออกเงินทุนให้

หลังจากป่าเปิดเพราะการทำเหมือง และถูกตัดโค่นไปใช้ในกิจการต่างๆ แล้ว เป็นช่วงที่ราคาพืชเศรษฐกิจในตลาดโลกสูงขึ้น ชาวบ้านจึงบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าที่ถูกตัดฟันเพื่อจับจองเป็นพื้นที่ทำไร่ โดยเฉพาะในเขตอำเภอจอมบึง ส่วนในสวนผึ้งระยะแรก ยังไม่มีการเข้าไปจับจอง เนื่องจากพื้นที่เป็นเขาสูงและผ่านการทำเหมืองมาก่อน จึงไม่เหมาะในการทำเกษตรกรรมนัก อีกทั้งเจ้าของเหมืองยังคอยขัดขวางมิให้ผู้อื่นบุกรุกเข้ามาในเขตประทานบัตรของตน

แต่ต่อมาเหมืองหลายแห่งต้องปิดตัวลง เนื่องจากแร่ในพื้นที่ประทานบัตรบางแห่งหมด ประกอบกับราคาแร่ดีบุกในตลาดโลกตกต่ำ การทำเหมืองไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต จึงเลิกทำ กลายเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้พ่อค้าและผู้มีอิทธิพลลักลอบเข้าตัดฟันไม้ อย่างกว้างขวาง เส้นทางขนส่งไม้และแร่กลายเป็นเส้นทางพาชาวบ้านที่ต้องการจับจองพื้นที่รุกเข้าถึงป่าโดยง่าย

ในระยะต้นชาวบ้านไม่กี่ราย เริ่มเบิกพื้นที่ปลูกข้าวไร่และข้าวโพด แต่ส่วนใหญ่ยังพึ่งพารายได้จากการลักลอบตัดไม้และหาของป่า จนในปี พ.ศ.2521 เมื่อรัฐบาลประกาศกันพื้นที่ป่าสมบูรณ์ฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชีเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ชาวบ้านที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ค่อยๆ ทยอยโยกย้ายออกจากพื้นที่ เข้ามาจับจองพื้นที่ป่าที่ถูกเปิดมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดเมื่อมีการนำรถไถใหญ่เข้ามารับจ้างไถในพื้นที่ ทำให้การเตรียมพื้นที่ไร่สะดวกขึ้น การปลูกข้าวโพดจึงขยายตัว และที่ดินก็ถูกจับจองเต็มพื้นที่ในช่วงนี้

สำหรับป่าในเขตอำเภอปากท่อ แม้จะอยู่ใกล้ชุมชนเมือง เช่นเดียวกับป่าจอมบึง แต่พื้นที่การสูญเสียกลับน้อยกว่า เนื่องจากเป็นเขตปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เคยมีเหตุการณ์ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตใกล้ตัวเมืองปากท่อ จึงไม่มีใครกล้ารุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ นอกจากชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่มาแต่ดั้งเดิม มีอาชีพหาของป่าและทำไร่เลื่อนลอย จนเมื่อทาง กรป.กลาง ตัดถนนเพื่อความมั่นคงเข้ามาในบริเวณพื้นที่ราบแถบโป่งกระทิง ชัฎป่าหวายที่เป็นรอยต่อกับเขตจอมบึง ก็เริ่มมีชาวบ้านนอกพื้นที่เข้าไปบุกเบิกทำไร่อ้อยและไร่มันสำปะหลัง ซึ่งขณะนั้นมีราคาสูง

เมื่อสิ้นยุคปราบคอมมิวนิสต์ การบุกรุกจึงเพิ่มขึ้น ยิ่งในช่วงหลังปี พ.ศ.2530 เป็นต้นมา ที่ดินมีราคาดี จึงมีการแบ่งขายเปลี่ยนมือ จากพื้นที่ทำไร่กลายเป็นรีสอร์ตและที่พักตากอากาศ ถึง พ.ศ.2535 ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษาครบห้ารอบ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสทเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกับกองทัพบก และหน่วยราชการต่างๆ ได้ดำเนินการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถขึ้น อันประกอบด้วยการจัดสร้าง "สวนป่าสิริกิติ์ภาคกลาง" ณ บริเวณแก่งส้มแมว บ้านห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง และดำเนินการอนุรักษ์ป่าในบริเวณบ้านไทยประจัน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จัดเป็น "อุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน" ป่าที่เหลือของราชบุรี จึงได้รับการปกป้องจากการบุกรุกทำลาย

ปัจจุบันพื้นที่ป่าสมบูรณ์ในราชบุรีจึงเหลืออยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และบางส่วนของพื้นที่ป่าของราชพัสดุตามแนวพรมแดนไทย-พม่า

"แต่ก่อนแม่น้ำแคบ ไม่กว้างอย่างนี้ เวลาหน้าแล้ง น้ำแห้งงวดแต่ยังมีน้ำไหล หาดทรายโผล่กว้าง ขาวสะอาด มีงานประจำปีที่หาดทรายทุกปี..สนุก ได้ดูงิ้ว ใครๆ ก็มาเที่ยวงานหาดทรายโพธาราม เดี๋ยวนี้หมดแล้ว ไม่มีหาด ทรายถูกดูดไปหมด"

"ตอนยังไม่มีเขื่อน ในแม่น้ำเรือเยอะ ทั้งเรือสินค้า เรือข้าว เรือต่อ ได้ของอะไร อย่างมะพร้าวก็ขึ้นไปส่ง..ไปถึงเมืองกาญจน์ แต่ของจากข้างบนลงมาไม่ค่อยมี มีแต่พวกไม้กระบอกที่ใช้ทำตาล ไม้รวก ไม้ทำโป๊ะแยะ มักผูกมาเป็นแพ ยามมากทีเดียว หลายๆ สิบวา" ป้าสงวน งามดี แม่ค้าขายผักในตลาดโพธาราม อายุ 75 ปี

"คนอาศัยอยู่ริมน้ำมาก ปลูกกระต๊อบเล็กๆ ริมตลิ่ง บ้างก็อยู่ในเรือนแพ ในเรือ จอดเรียงรายกันแน่นหน้าตลาด มาหมดไปก็ตอนเทศบาลทำเขื่อน เวลาหน้าน้ำ น้ำแม่น้ำแดงขุ่นคลัก พุ่งแรงเข้ามาฝั่งตลาด ส่วนทรายไปตกรวมกันด้านฝั่งทหาร"

"สมัยก่อนแม่น้ำแม่กลองสมบูรณ์มาก ปลาเยอะ ตอนลุงเด็กๆ คืนวันเสาร์ไปกับเพื่อนห้าหกคน เอาฉมวก แห สุ่ม ไปจับปลากันแถวหน้าศาลากลางเก่า ตอนเช้ามืดหน้าหนาว เวลาเดินเราะริมตลิ่ง ใช้ไฟฉายส่อง เดี๋ยวก็เจอกุ้ง เจอปลาช่อน เอาหัวมาเกยริมตลิ่งเป็นแถว จับได้ทีละมากๆ ไม่ต้องซื้อกุ้งซื้อปลากันเลย" ลุงเสมอ หงษ์ทอง เจ้าของร้านนางม้วนจำหน่ายยาไทย ตลาดริมน้ำตัวเมืองราชบุรี อายุ 73 ปี

ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ ความรื่นรมย์ที่มีต่อสายน้ำแม่กลอง ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของคนเฒ่าคนแก่ที่เคยผูกพันและอาศัยลำน้ำสายนี้ หล่อเลี้ยงชีวิต มาวันนี้...แม้แม่กลองยังคงไหลหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนสองฝั่งแม่น้ำที่พาดผ่าน แต่แม่กลองจะเหมือนเดิมก็หาไม่ กลับไร้ชีวิต เงียบเหงา ไม่มีปลากุ้งหอยให้จับมากเหมือนแต่ก่อน สภาพความแปรเปลี่ยนเหล่านี้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับช่วงเวลาที่เขื่อนทอดตัวปิดกั้นขวางลำน้ำ และโรงงานผุดขึ้นเรียงรายหนาแน่นตามริมฝั่ง

นโยบายการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระตุ้นให้ชาวนาชาวไร่ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตและเพิ่มรอบการผลิตจากเดิมที่เคยเพาะปลูกปีละครั้ง มาเป็นปีละสองครั้ง น้ำกลายเป็นทรัพยากรที่จำเป็นอย่างมากในวิถีการผลิตของเกษตรกร รัฐจึงต้องสร้างระบบชลประทานเพื่อสนองต่อพื้นที่การเกษตรที่ขยายตัวกว้างขึ้น ดังนั้น พ.ศ.2512 เขื่อนวชิราลงกรณ์ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เขื่อนแห่งแรกในลำน้ำแม่กลองก็เปิดใช้งาน ตามาด้วยเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ พ.ศ.2521 และเขื่อนเขาแหลม อ.ทองผาภูมิ พ.ศ.2528 ตามลำดับ

การสร้างเขื่อนแม้จะก่อให้เกิดเครือข่ายชลประทานกว้างขวาง ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของลำน้ำแม่กลอง แต่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของลำน้ำและวิถีของชุมชน ที่อาศัยประโยชน์จากแม่น้ำแม่กลอง น้ำที่เคยหลากท่วมทุกปีหมดไปพร้อมๆ กับปลาหลายชนิดที่ไม่สามารถฝ่าข้ามเขื่อนเดินทางลงมาหากินตามปลายแม่น้ำ ไม่มีดินตะกอนจากแม่น้ำสูงเป็นนิ้วๆ ทับถมอยู่ตามเรือกสวนไร่นายามน้ำลดเหมือนเคย

เกษตรกรต้องหันมาใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เพิ่มความสมบูรณ์ให้พื้นดิน และต้องพึ่งพิงยาฆ่าแมลงในการปราบศัตรูพืชและโรคที่ระบาดทำลายพืชผลอย่างหนักหน่วง หลังจากไม่มีน้ำท่วมทำลายตัวอ่อนของแมล