1.6.6

ข่าวน่าสนใจ

Page 1 of 114  > >>

Dec 7, 2017
Category: General
Posted by: tammasan
Nov 11, 2017
Category: General
Posted by: tammasan
Nov 4, 2017
Category: General
Posted by: tammasan
CMS - 1.6.6 - Bonde
 

หมู่บ้านต้านยาเสพติด

      หมู่บ้านต้านยาเสพติด








       
  “...ครูในโรงเรียนก็ขาย เด็กวิ่งซื้อกันเหมือนขนม ไม่มีใครอยากยุ่ง กลัวเดือดร้อน เด็กที่อื่นก็วิ่งมาซื้อที่โรงเรียน ...” จากคำบอกเล่าของแกนนำบ้านบ่อมะกรูด สะท้อนให้เห็นความรุนแรงของปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่ทุกคนรู้จักมันดีในนาม “ยาบ้า”  ช่วงปี 2528 – 2540 หน่วยงานราชการประเมินว่าบ้านบ่อมะกรูดเป็นพื้นที่สีแดง มีการเสพ ซื้อ และขายยาบ้ากันอย่างแพร่หลาย แม้แต่ครูซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติก็ยังขาย เด็กในโรงเรียน ผู้คนทั่วไป ตลอดจนเด็กจากพื้นที่ข้างเคียงก็วิ่งมาซื้อกันอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐ ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาแก้ไขเนื่องจากเกรงกลัวผู้มีอิทธิพล  บ้านบ่อมะกรูด มีพื้นที่ครอบคลุมหมู่ 7 และหมู่ 8 ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านมีวัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ ประเพณี และเกิดจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า “คนบางเดียวกัน”  ถึงแม้เขตการปกครองจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 หมู่บ้าน แต่ชาวบ้านก็ยังมีความสัมพันธ์กันเหนียวแน่น และใช้ชื่อว่า “บ้านบ่อมะกรูด” เป็นชื่อของชุมชนร่วมกัน บ้านบ่อมะกรูดเป็นชุมชนเก่าแก่ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะดำรงพระอิสริยยศตำแหน่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้เดินทางยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทร์ และได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทร์ หรือลาวเวียง  ครั้นมาปกครองเมืองราชบุรีจึงได้พาชาวบ้านเชื้อสายลาวเวียงอพยพมาด้วย โดยมาอาศัยอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง บริเวณตำบลบ้านเลือก บ้านสิงห์ และบ้านฆ้อง รวมถึงบริเวณบ้านบ่อมะกรูด ซึ่งอาศัยอยู่ต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

ถึงเวลารวมพล…รวมคนกล้า...พิชิตยาบ้า ปัญหาของชุมชน จากวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 40 ทำให้คนจำนวนมากกลับถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง ต้นปี 41 คุณธัมมสัญญ์  อุ่มเอิบ เป็นอีกคนหนึ่งที่ตัดสินใจกลับมาตั้งหลักที่บ้านเกิด “บ้านบ่อมะกรูด” แต่ต้องพบกับสภาพปัญหาในพื้นที่ “ตอนกลับมาเจอลูกหลาน ญาติพี่น้องติดยา คนมีหน้ามีตาก็ค้ายา มันเกิดอะไรขึ้นในบ้านเกิดของผม” จากความตั้งใจที่จะกลับมาปลูกบ้าน ทำมาหากิน เพื่อรอจังหวะที่จะกลับไปดำเนินธุรกิจต่อ ก็ต้องพบกับปัญหายาเสพติดทุกหย่อมหญ้า ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ อาจารย์ทองสุข ลาลาด ตัดสินใจเกษียณจากชีวิตราชการครู ก่อนกำหนด ในปีเดียวกัน และพบเห็นปัญหาเรื่องยาเสพติดเช่นกัน ด้วยความมุ่งหวังที่จะเห็นบ้านบ่อมะกรูดกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แกนนำทั้งสองจึงตัดสินใจเป็นแกนนำหลักในการรวมคน สร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ร่วมกัน  ในเรื่องการบริหารจัดการมาติดขัดเรื่องการปกครองพื้นที่ เนื่องจากบ้านบ่อมะกรูดมีผู้ใหญ่ 2 คน เพราะเป็นพื้นที่ 2 หมู่บ้าน แต่ต้องการให้สองหมู่รวมกันเป็นหนึ่งจะได้มีหางเสือเดียว หลังจากผู้ใหญ่บ้านทั้งสองยินดี ที่ประชุมจึงตั้งอาจารย์ทองสุข ลาลาด เป็นประธาน ส่วนกรรมการเลือกเฉพาะคนที่สมัครใจ เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ต้องต่อสู้กับอิทธิพล จึงไม่โยนภาระให้แต่ผู้นำทางการ แต่ใช้ทีมทำงานในรูปของอาสาสมัครของหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นผู้นำทางการ หรือผู้นำธรรมชาติก็ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หลังจากชี้แจงทำความเข้าใจร่วมกันแล้วจึงได้อาสาสมัคร 15 คน เป็นคณะกรรมการ ทุกคนต้องผ่านการสาบานตนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยนิมนต์เกจิอาจารย์ 9 รูป ทำพิธีดื่มน้ำสาบานในโบสถ์ “คนที่จะเป็นหลักในการแก้ปัญหายาเสพติดของหมู่บ้าน ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่อย่างนั้นชาวบ้านเขาไม่เชื่อ…ไม่ให้ความร่วมมือ” จากนั้นตรวจสอบว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่จะมารองรับสถานภาพของคณะกรรมการ และเอื้อต่อการทำงาน พบว่ามีกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการหมู่บ้าน ของมหาดไทยตั้งไว้ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จึงนำมาใช้  โดยมีการทบทวนบทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้าน พบว่ามีข้อหนึ่งกำหนดให้มีหน้าที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ทุกคนจึงมีความเห็นตรงกันว่าจะแก้ปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านร่วมกันเป็นลำดับแรก จังหวะพอดีกับทางกรมการปกครองได้จัดให้มีการมอบใบประกาศให้กับคณะกรรมการหมู่บ้าน ในวันที่ 17 มีนาคม 2542 ที่วัดบ้านฆ้อง ซึ่งกลุ่มแกนนำบ้านบ่อมะกรูดได้เข้าร่วมรับใบประกาศด้วย ทำให้ทุกคนมีขวัญ และกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

 แบ่งคน  แบ่งงาน  แบ่งคุ้ม เพื่อให้การดำเนินงานของชุมชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการแบ่งคุ้มบ้านออกเป็น 8 คุ้ม โดยมีอาสาสมัครประจำในแต่ละคุ้ม ทำหน้าที่เป็นคนประสานงาน เป็นกลไกที่เชื่อมต่อกับศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้ยาเสพติดของชุมชน ทั้งนี้ “คุ้ม” เป็นวัฒนธรรมเดิมของลาวเวียง ซึ่งจะเป็นการแบ่งกลุ่มคนตามความสัมพันธ์ หรือความเป็นกลุ่มก้อน เช่น คุ้มไฟไหม้ คุ้มพ่อปู่ฤษี คุ้มบ้านใหม่พัฒนา ก่อนที่จะมีการแบ่งเขตการปกครองเป็นหมู่บ้านเหมือนทุกวันนี้

ยุทธศาสตร์ 3 หยุดยั้ง...หลังจากรับใบประกาศช่วงเช้า ช่วงเย็นคณะกรรมการก็เริ่มดำเนินงานทันที โดยจัดประชุมชาวบ้านทั้งหมู่บ้านมีการประสานผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่ กำนัน เข้าร่วมประชุม มีการประชาสัมพันธ์ทางหอกระจายข่าวว่า “บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ ขอความร่วมมือบ้านไหนมีหกให้มาห้า บ้านไหนมีเจ็ดให้มาหก เหลือเฝ้าบ้านคนเดียว วันนี้มีเรื่องความเป็นความตายของบ้านเรา ต้องมาคุยกันที่เมรุ วัดบ่อมะกรูด” ด้วยวิธีการนี้ทำให้มีชาวบ้านเข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน ชุมชนเห็นว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาของชุมชน เป็นชุมชนต้องการแก้ไขเอง แต่อยากให้ส่วนราชการมารับรู้ด้วย จึงเชิญนายอำเภอ ผู้กำกับ มานั่งฟังการประชุมด้วย การพูดคุย ไม่ซับซ้อน ไม่มีพิธีรีตอง โดยนำสภาพปัญหาของหมู่บ้านมาปรึกษา หารือ หยิบยกข้อมูลเรื่องยาเสพติดมาวิเคราะห์ “ในหมู่บ้านของเรามีผู้ค้า 41 ราย ผู้ติดยาเสพติด 85 คน จะทำอย่างไรกันดี”  ปัญหาเรื่องยาเสพติดถูกเลือกเป็นอันดับหนึ่งที่จะแก้ไขร่วมกัน หลังจากพูดคุย หาข้อตกลง แนวทางดำเนินงาน จึงเกิดยุทธศาสตร์ 3 หยุดยั้ง ขึ้นซึ่งประกอบด้วย ยุทธศาสตร์หยุดยั้งผู้ค้า ยุทธศาสตร์หยุดยั้งผู้เสพ และยุทธศาสตร์หยุดยั้งการติดเพิ่ม โดยมีรายละเอียดดังนี้

                หยุดยั้งผู้ค้า ตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้ยาเสพติดรับแจ้งข้อมูลจากคุ้มต่าง ๆ ในชุมชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากตำรวจชุมชนเจรจากับผู้ค้าในชุมชนทุกรายที่มีข้อมูล ขอร้องให้หยุด และมาสาบานตนมีกระบวนหาข่าวจากผู้เสพ และคนทั่วไป แล้วประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม กิจกรรมเฝ้าระวัง พบเห็นสิ่งผิดปกติแจ้งศูนย์ ฯ เช่น เห็นคนแปลกหน้า รถแปลก ๆ คนที่พฤติกรรมแปลก ๆมีการกดดันผู้ค้านอกชุมชนไม่ให้มาค้ายาในเขตบ้านบ่อมะกรูดตั้งด่านตรวจฉี่ ทำการล่อซื้อ หลังจากผู้เสพสารภาพจะลงบันทึกคำให้การ คำสารภาพไว้ เก็บฉี่ไว้ในตู้เย็นพร้อมจะส่งไปให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ แล้วนัดวันเพื่อล่อซื้อ 

  หยุดยั้งผู้เสพ สำรวจข้อมูลผู้เสพ พูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง และคนในบ้านของผู้เสพ ให้ยอมรับความจริง และให้ความร่วมมือในการนำเด็กไปรักษา บำบัดจัดให้มีการขึ้นทะเบียนผู้เสพ ประสานงานโรงพยาบาลโพธาราม ออกบัตรผู้ป่วยให้กับผู้เสพที่มารายงานตัว จะได้รับการยกเว้นจากตำรวจหากตรวจพบฉี่สีม่วงตั้งด่านตรวจปัสสาวะในชุมชน หลังจากได้รับการสนับสนุนน้ำยาตรวจปัสสาวะจากโรงพยาบาลโพธาราม มีการนำผู้เสพไปบำบัดและคนกลุ่มนี้จะไม่มีใครกล้าขายยาให้ ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์หลักในการตัดวงจรของยาเสพติดในชุมชน ส่งผู้เสพไปรักษาที่โรงพยาบาล ในขณะที่ส่งผู้ติดอย่างรุนแรงไปบำบัดที่วัดเนื่องจากคนกลุ่มนี้มักต้าน ไม่ยอมกินยา ไม่ยอมพบแพทย์ตามนัด ต้องใช้เวลาในการบำบัดนาน ประกอบกับวัดมีทุนเรื่องของศีล ความดี และสมุนไพร โดยจะส่งไปที่วัดวังผาแดง ตำบลนาสวน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี โดยจะส่งไปรุ่นละคน (ส่งไป 70 คน) และวัดอินทาราม จังหวัดสมุทรสงคราม หลังจากบำบัดกลับมาอยู่ในชุมชน จัดหางานให้ทำบวชให้นำผู้ที่เลิกได้กลับมาเป็นวิทยากรในการอบรมให้กับผู้เสพ / กลุ่มเสี่ยง

หยุดยั้งการติดเพิ่มสร้างลานกีฬา มีกิจกรรมเล่นกีฬาจัดตั้งกลุ่มกิจกรรมกลองยาวจัดกิจกรรมศึกษาดูงานคนในบ้านเป็นหูเป็นตา ช่วยกันดูแลคนในชุมชน

 ประสานความศรัทธา กับการแก้ปัญหาแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันมีการวางข้อตกลง กฎระเบียบชุมชนร่วมกัน “ทุกสถานที่บ้านบ่อมะกรูดหลังตะวันตกดินต้องไม่มีเยาวชนมั่วสุม ต้องไม่มีแหล่งพักพิงให้กับเยาวชน และผู้ติดยา ตะวันตกดินไม่ต้องมีแหล่งมาพบกัน”  ถ้าละเมิดใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน เสียงจากหอกระจายข่าว ตอกย้ำข้อตกลงของชาวบ้าน ดังชัดเจน ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ชุมชนเอาจริงเอาจังกับยาเสพติดมีการติดป้ายประกาศยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ตามแยก ริมคลองชลประทาน ในบริเวณชุมชน แต่เนื่องจากในช่วงแรกชุมชนไม่มีงบประมาณเข้ามาสนับสนุน จึงใช้วัสดุที่มีอยู่ในชุมชนมาเขียนป้านรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เช่น ผ้าบังสกุล   ฝาโลง เนื่องจากคนลาวเวียงเวลาเผาศพจะไม่ปิดฝาโลงชาวบ้านจึงนำมาใช้ประโยชน์ต่อ ถือเป็นการใช้วัสดุเหลือใช้ และเป็นการข่มขวัญผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดไปด้วย   ส่วนรางวัลที่แจกในการแข่งกีฬาชุมชนจะใช้วิธีขอบริจาคจากคนในชุมชน และนอกชุมชนหลังจากได้แนวทางแก้ไขปัญหาช่วงกลางเดือนมีนาคม ปี 42 งานช่วงแรกชุมชนใช้วิธีประนีประนอม ทำป้ายรณรงค์ รอให้มารายงานตัว สาบานตน ในช่วงเดือนเมษายนมีประเพณีสงกรานต์ทำให้เคลื่อนงานได้ไม่เต็มที่ มาเคลื่อนเต็มที่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2542 ทำให้แกนนำต้องเผชิญหน้ากับอำนาจ และอิทธิพล มีการยิงขู่ ขว้างระเบิด ถูกใส่ร้าย โปรยใบปลิวโจมตีคนทำงาน เสียงปืน เสียงระเบิดดังทั่วเต็มถนน แต่แกนนำหรือทีมอาสาของชุมชนก็ยังยืนหยัดปฏิบัติหน้าอย่างเต็มที่การเคลื่อนไม่หยุดนิ่งแม้แต่นาทีเดียว มีการรณรงค์ให้ผู้ค้ายาเสพติด และผู้เสพมารายงานตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้ยาเสพติด  ปรากฏว่ามีมารายงานตัว และสาบานตน 8 ราย ส่วนที่เหลือมีการเข้าไปขอความร่วมมือถึงบ้านให้มารายงานตัวโดยนำข้อมูลรายชื่อลูกค้าที่เคยมาซื้อขึ้นมาอ้าง ผู้ค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่าค้าแต่ไม่ยอมหยุด ต้องการลองอำนาจกับแกนนำของชุมชนมาเน้นยุทธศาสตร์หยุดยั้งการติดเพิ่ม  เป็นตัวประเมินผล ถือว่าเป็นตัวชี้วัดยุทธศาสตร์หยุดยั้งผู้ค้า หยุดยั้งผู้เสพด้วย  การติดตามใช้ระบบเครือญาติ  สังเกตพฤติกรรม  ชาวบ้านช่วยกันเฝ้าระวัง คอยหาข่าวให้  มีการประเมินสถานการณ์ทุกเดือน หรือถ้ามีข้อมูลที่น่าสงสัยจะเรียกประชุมหมู่บ้านทันที เพื่อขอมติที่ประชุมในการจัดการจากความเอาจริงเอาจังของผู้นำในชุมชน ประกอบกับความร่วมไม้ร่วมมือของคนในชุมชน และการสนับสนุนของภาคี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ทำให้ให้บ้านบ่อมะกรูดปลอดยาเสพติดทีละคุ้ม จนครบ 8 คุ้ม ครอบคลุมหมู่ 7 และ หมู่ 8 ชุมชนประสบความสำเร็จสามารถจัดการกับยาเสพติดในพื้นที่ได้ในเดือนมิถุนายน 2544 และประกาศว่าเป็นชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ธันวาคม 2544 โดยอาศัยข้อมูลจากกรรมการแต่ละคุ้ม คณะกรรมการชุดใหญ่ของบ้านบ่อมะกรูด และทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งลงเก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่า “บ้านบ่อมะกรูด” ปลอดยาเสพติดอย่างแท้จริง

 หลังสงครามสงบ...หันกลับมาพัฒนาบ้านเมือง ปัญหายาเสพติดคลี่คลาย ด้วยวิธีการปราบปราม ผู้นำเห็นว่าการสร้างภูมิคุ้มกันโดยให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนเข้มแข็ง รื้อฟื้นความสัมพันธ์ วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงานกลับมา เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้คนในชุมชนไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดได้อย่างยั่งยืน จึงมีการสำรวจปัญหาของชุมชน พบว่า คนในชุมชนประสบปัญหาความยากจน ภาวะฝืดเคือง ภาวะคนแก่ไม่มีคนดูแล ภาวะเยาวชนกลุ่มเสี่ยงไม่มีใครสนใจ จารีตประเพณีถูกทำลายไปตอนที่ยาเข้ามาเมื่อปี 38 – 41 เด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไม่เมตตาเด็ก  ส่วนด้านการศึกษามีมาตรฐานต่ำ  ฯลฯ จึงเริ่มทำทีละเรื่อง โดยเริ่มจากเรื่องการศึกษาก่อนเพราะมองว่าเป็นรากฐานที่จะทำให้ชุมชนมั่นคง มีการระดมผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มาสอนก่อน รุ่นแรกมีมาสมัคร 70 กว่าคน มีการประสานให้ กศน. เข้ามาสนับสนุน จากนั้นชุมชนได้ร่วมกับภาคีหน่วยงานในการทำกิจกรรมในชุมชนต่อเนื่อง ทำให้เกิดกลุ่ม องค์กรขึ้นในชุมชน ดังต่อไปนี้กศน.เข้ามาเสริมสนุนเรื่องการรวมกลุ่มของชาวบ้าน เป็นกลุ่มอาชีพ จัดกลุ่มละ 15 ถึง 20 คน ซึ่ง กศน.เข้ามาให้การสนับสนุนเช่นกัน เกิดกลุ่มกลองยาว กลุ่มเพาะชำต้นไม้ กลุ่มอาหารคาว หวาน ปลาร้า ขนมเทียน ก๋วยเตี๋ยว  โครงการอบรมไอซีที  ทำให้บ้านบ่อมะกรูดมีศักยภาพในการสร้าง Web siteกองทุนหมู่บ้านบริหารได้ 3 เอ ทำให้มีโครงการธนาคารประชาชนเกิดขึ้น เป็นแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มอาชีพที่ไม่มีทุน ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีคุณภาพจึงมีอีกหลายส่วนที่มาต่อยอด เช่น โครงการสินเชื่อเพื่อชนบท ธนาคารกรุงไทย ธกส. นำไปสู่การตั้งกองทุนสวัสดิการคนทำงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปธนาคาร ไปประชุมข้างนอก เป็นค่าตอบแทนกรรมการ เบี้ยประชุมครั้งละ 60 บาท ซึ่งจะจ่ายตอนสิ้นปี  นำไปเป็นทุนการศึกษาเด็ก กลุ่มสัจจะ สะสมทรัพย์ เกิดขึ้นวันที่ 4 เมษายน 44 (กองทุนเงินล้านลงมา 9 พฤศจิกายน 44) มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ในช่วงแรก ระดมเงินออมอย่างเดียวยังไม่ปล่อยกู้ ประมาณปลายปีมีเงินแสนกว่า จึงปล่อยกู้ในปีที่ 2 โดยให้กู้ได้ไม่เกินสามเท่าของเงินฝาก ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท ส่งคืนในระยะ 10 เดือน เป็นแหล่งเงินทุนให้กับที่ทำอาชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นค้าขาย ซึ่งทางกลุ่มจะเปิดทำการรับเงินออมในวันที่ 3 – 5 ของทุกเดือน สำหรับเงินกู้ให้ส่งวันที่ 30 นำกำไรที่ได้มาจัดสวัสดิการเรื่องสาธารณะประโยชน์ ค่าน้ำค่าไฟของสถานที่สาธารณะ ศาลเจ้าพ่อ ป้ายเทิดพระเกียรติ  หอกระจายข่าว ศูนย์ที่อ่านหนังสือพิมพ์ ปี 48 ได้กองทุนแม่ ให้มาต่อยอด ดูแลคนแก่ เยาวชน เอื้ออาทร โดยทำเหรียญ ธนบัตรขวัญถุง ให้คนในชุมชนเปลี่ยน ทำเสื้อ ทอดผ้าป่า นำมาจัดสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย  มีกิจกรรมไปเยี่ยมคนแก่ โดยจะซื้อนมหนองโพที่ผลิตที่บ้านเราไปให้ ทำให้ผู้สูงอายุมีกำลังใจ ลูกหลานจึงมาบริจาคเพิ่ม บางครั้งก็ไปเยี่ยมต่างหมู่บ้านด้วยกิจกรรมแม่ครัวสายใยรัก ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับตำบล ได้รับการสนับสนุนจาก ศพส.หน่วยที่ 49  ทำให้แม่บ้านได้มีโอกาสมาทำเจอกัน เรียนรู้เรื่องการทำอาหารร่วมกัน เมื่อรู้จัก คุ้นเคยกันแล้ว เวลามีงานในชุมชนก็มาช่วยเหลือกันเกิดศูนย์การเรียนรู้บ้านบ่อมะกรูด ซึ่งเป็นที่ทำการของกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มราษฏรอาสา กลุ่มอาชีพ กรรมการหมู่บ้าน กลุ่มไอซีที องค์กรการเงิน กลุ่มเกษตรชีวภาพ กลุ่มประมงน้ำจืด กลุ่มเยาวชน กลุ่มอนุรักษ์ดนตรีไทย กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ กลุ่มสวัสดิการ กองทุนแม่ นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ประชุมของคณะกรรมการหมู่บ้าน หรือสภาผู้นำบ้านบ่อมะกรูดด้วยพัฒนาชุมชนจัดให้ไปดูงานที่หนองกลางดง  ผู้นำจึงนำเรื่องสภาผู้นำ การจัดการกลุ่ม ร้านค้าชุมชน การสร้างคน การให้ความสำคัญกับชาวบ้าน และการทำแผนชุมชนมาปรับใช้  เกิดแผนด้านสุขภาพ  แผนด้านวัฒนธรรม ประเพณี ด้านดนตรีไทย เนื่องจากชุมชนได้ตระหนักว่าเมื่อก่อนสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเชื่อมคนในชุมชนไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะการพัฒนาด้านสังคมจากกิจกรรมเหล่านี้ทำให้คนในชุมชนมีโอกาสมาพบเจอกัน มีการพูดคุยกันว่ามีลูก หลานติดยาไหม รู้ว่ามีใครค้ายาไหม ทำให้ชุมชนคุยกันเอง คนดีไม่ไปพูดคุยกับคนไม่ดี หรือคนติดยา หากแต่เกิดภาวะเฝ้าระวังที่สอดคล้อง กลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชน

            การสร้างเครือข่าย ปี 45 รัฐบาลประกาศสงครามยาเสพติด ปปส.เข้ามาทำความเข้าใจ มาคุย ให้กำลังใจ แนะนำให้ขยายเครือข่าย ไป 10 หมู่บ้าน ในอำเภอบางแพ โดยใช้วิธีทำเวทีสร้างความเข้าใจ จุดประกาย กับแกนนำ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนใหม่ด้วย ซึ่งผู้นำได้ใช้วิธีปรับทัศนคติโดยเปรียบเทียบยาเสพติด คนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดว่าที่เราเห็นว่ามันน่ากลัวเพราะเราสมมติว่า “...มันตัวใหญ่ ทะมึน ถือหอก ถือดาบ น่ากลัว  ผมท้าเลยว่าในชุมชนนี้ไหนที่กลัว ที่ว่าแน่ออกมา ผมจะยิงให้ดู ก็ไม่มี  จริง ๆ แล้วมันกลัวพวกเรา มันหนีสุดชีวิตอยู่แล้ว เห็นไหม พวกเราต้องสู้กับมัน”  ใช้คำว่าพวกต้านอำนาจรัฐ แทนพวกที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อข่มขวัญศตส.จังหวัดราชบุรี ได้เข้ามาร่วมกิจกรรม พาแกนนำไปศึกษาดูงานที่จังหวัดกาญจนบุรี มีการประชุมปรึกษาหารือ ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “จุดแตกหักในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอยู่ที่พื้นที่ พื้นที่ต้องรุกขึ้นมาจัดการเรื่องของตนเอง”  การดำเนินงานจึงใช้วิธีสร้างเครือข่ายจุดต้นแบบ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติด นำบทเรียน พาแกนนำไปจุดประกายให้ผู้นำในพื้นที่ที่มีปัญหารุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตนเองร่วมกัน ซึ่งจุดต้นแบบดังกล่าวมีดังต่อไปนี้  

  1. บ้านบ่อมะกรูด                                         อำเภอโพธาราม
  2. บ้านกล้วย                                                อำเภอวัดเพลง
  3. บ้านนา  เกาะพลับพลา                             อำเภอเมือง
  4. บ้านหนองปลาหมอ                                 อำเภอบ้านโป่ง
  5. ทุ่งหลวง                                                  อำเภอปากท่อ
  6. บ้านเบิกไพร                                             อำเภอจอมบึง
  7. บ้านบ่อหวี หนองพันธ์จันทร์                     อำเภอสวนผึ้ง

ดำเนินการร่วมกับ สสช.ก.ในการขยายพื้นที่ไปยัง  7  ตำบล  ของอำเภอโพธาราม และอีก  1  ตำบลของอำเภอบางแพ  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสในการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยภาคประชาชน

 ปัจจัย / เงื่อนไขความสำเร็จ ผู้นำเป็นต้นแบบ   เสียสละ  จริงใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน มีการสร้างทีมทำงานร่วมกันโดยไม่จำกัดว่าจะเป็นผู้นำทางการหรือไม่ ความเป็นเชื้อสายเดียวกัน มีวัฒนธรรมลาวเวียง และนับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน ทำให้มีความเข้าใจกันเป็นพื้นฐาน ขอความร่วมมือง่ายใช้หลักธรรมในพุทธศาสนา  อาศัยความศรัทธา ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเพื่อปรับวิธีคิด นำไปสู่การปรับพฤติกรรม มีการกำหนดเป้าหมาย  วางแผนการดำเนินงานร่วมกันอย่างชัดเจน (ยุทธศาสตร์สามหยุดยั้ง)ชุมชนมีการสร้างการมีส่วนร่วม โดยการประชุม วิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันตั้งแต่ต้น ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหา และต้องการแก้ปัญหาร่วมกันทั้งชุมชนมีการประชุมต่อเนื่อง ทุกระดับ ทั้งแกนนำ  ชาวบ้านในชุมชน และหน่วยงาน ภาคีหน่วยงานให้การสนับสนุนแผนงานที่ชุมชนคิด มีการสื่อสาร รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ทั่วถึง ผ่านทุกช่องทางที่ชุมชนมีมีกิจกรรมปลูกฝังจริยธรรมในเยาวชนต่อเนื่องทำงานเป็นเครือข่าย มีการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนกันเอง หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เห็นทุกคนเป็น

แผนงานในอนาคต บ้านบ่อมะกรูดต้องการเป็นหมู่บ้านก๊าซชีวภาพ ใช้พลังงานทดแทน ลดรายจ่าย ผลิตไฟฟ้าเอง โดยจะรณรงค์ให้คนในชุมชนเลี้ยงวัว แล้วนำมูลมาหมัก วางแผนว่าจะทำ 10 บ่อ บ่อละ 100 คิว เพื่อนำพลังงานที่ได้มาใช้ในการหุงต้ม

และแสงสว่าง นอกจากนี้เศษที่เหลือจากการหมักยังสามารถทำปุ๋ยเพื่อใช้ในชุมชน และจำหน่ายได้สร้างความมั่นคงในเรื่องอาชีพของคนบ้านบ่อมะกรูด พัฒนาให้เหมาะสมโดยมีข้อจำกัดว่าในชุมชนมีเพียง 15 % เท่านั้นที่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง จึงทำให้คนส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง เวลามีงานก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าไม่มีงานก็จะมีปัญหาเรื่องรายได้ ผู้นำเกรงว่าหากคนกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องค่าครองชีพซึ่งจะทำให้เขาวิกฤติ เมื่อเขาวิกฤต ปัญหายาเสพ